เมนูอาหารลดน้ำหนัก 10 เมนู อร่อยง่าย แคลอรี่ต่ำ

 

การลดน้ำหนักเป็นหนึ่งเป้าหมายของผู้คนจำนวนมาก หลายคนพยายามลดน้ำหนักด้วยการออกกำลังกายอย่างหนัก แต่บางคนอาจไม่มีเวลาหรือความสะดวกในการออกกำลังกายมากนัก ดังนั้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินจึงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่มีประสิทธิภาพในการลดน้ำหนัก

อาหารมีส่วนสำคัญในการลดน้ำหนัก อาหารที่มีแคลอรี่ต่ำและมีประโยชน์ต่อสุขภาพจะช่วยทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่จำเป็นโดยไม่ทำให้อ้วน โดยเมนูอาหารลดน้ำหนักที่ดีควรมีลักษณะดังนี้

  • มีปริมาณแคลอรี่ต่ำ ไม่เกิน 200-300 กิโลแคลอรีต่อมื้อ
  • มีแร่ธาตุและวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย
  • มีใยอาหารสูง ช่วยให้อิ่มท้องนานขึ้น
  • ปรุงรสด้วยเครื่องเทศหรือสมุนไพรธรรมชาติ แทนการใช้น้ำมันหรือน้ำตาล

ตัวอย่างเมนูอาหารลดน้ำหนัก 10 เมนู อร่อยง่าย แคลอรี่ต่ำ

อาหารเช้า

  • ข้าวกล้องผัดไข่ ข้าวกล้อง 1 ทัพพี ผัดกับไข่ 1 ฟอง ใส่ผักตามชอบ เช่น แครอท เห็ดหอม ต้นหอม ปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทย
  • โจ๊กหมูสับ โจ๊กข้าวกล้อง 1 ถ้วย ใส่หมูสับ 1 ช้อนโต๊ะ ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว น้ำตาล และพริกไทย
  • ขนมปังโฮลวีตปิ้ง ทาเนยถั่ว ขนมปังโฮลวีต 1 แผ่น ทาเนยถั่ว 1 ช้อนโต๊ะ โรยผลไม้สดตามชอบ เช่น กล้วย สตรอว์เบอร์รี่ บลูเบอร์รี่

อาหารกลางวัน

  • แกงจืดผัก ผักตามชอบ เช่น ผักกาดขาว แครอท เต้าหู้ ใส่น้ำเปล่าหรือน้ำซุปกระดูกหมู ปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทย
  • อกไก่ย่าง ข้าวกล้อง อกไก่ย่าง 1 ชิ้น ข้าวกล้อง 1 ทัพพี ผักต้มตามชอบ เช่น บร็อคโคลี แครอท คะน้า
  • ปลานึ่ง ข้าวกล้อง ปลานึ่ง 1 ตัว ข้าวกล้อง 1 ทัพพี ผักลวกตามชอบ เช่น ผักกาดขาว แครอท แตงกวา

อาหารเย็น

  • สลัดผัก ผักตามชอบ เช่น ผักกาดหอม ผักโขม แครอท แตงกวา มะเขือเทศ ใส่ไข่ต้มหรืออกไก่ย่าง
  • ต้มยำอกไก่ อกไก่ 1 ชิ้น เห็ด 1 ถ้วย ใส่น้ำเปล่า น้ำมะนาว น้ำปลา น้ำตาล พริกขี้หนู
  • ปลาแซลมอนย่าง ข้าวกล้อง ปลาแซลมอนย่าง 1 ชิ้น ข้าวกล้อง 1 ทัพพี ผักย่างตามชอบ เช่น แครอท มะเขือเทศ เห็ด

ของว่าง

  • ผลไม้สด ผลไม้สดตามชอบ เช่น แอปเปิ้ล ส้ม ชมพู่ แตงโม
  • โยเกิร์ตธรรมชาติ โยเกิร์ตธรรมชาติ 1 ถ้วย
  • ถั่วหรือเมล็ดพืช ถั่วหรือเมล็ดพืช เช่น ถั่วลิสง อัลมอนด์ เมล็ดฟักทอง

เคล็ดลับการลดน้ำหนักด้วยอาหาร

  • กินอาหารให้ตรงเวลา ไม่กินจุบจิบระหว่างมื้อ
  • กินอาหารให้พออิ่ม ไม่หิวจนเกินไป
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง น้ำตาลสูง และโซเดียมสูง
  • ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ
  • ออกกำลังกายเป็นประจำ

ข้อควรระวังในการลดน้ำหนัก

  • ควรปรึกษาแพทย์หรือนักโภชนาการก่อนเริ่มลดน้ำหนัก โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ เป็นต้น
  • ควรลดน้ำหนักอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่หักโหมจนเกินไป

สรุป

เมนูอาหารลดน้ำหนัก 10 เมนูที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเมนูที่อร่อย ง่ายต่อการทำ และมีแคลอรี่ต่ำ เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มต้นลดน้ำหนักหรือผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักอย่างยั่งยืน การเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้สามารถลดน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย

อาหารลดความอ้วน 7 อย่างที่ควรกิน

Vegan protein source. Buddha bowl dish, avocado, pepper, tomato, cucumber, red cabbage, chickpea, fresh lettuce salad and walnuts, nuts, beans, . Healthy vegetarian eating, super food. Top view.

การลดน้ำหนักเป็นหนึ่งเป้าหมายของผู้คนจำนวนมาก หลายคนพยายามลดน้ำหนักด้วยการออกกำลังกายอย่างหนัก แต่บางคนอาจไม่มีเวลาหรือความสะดวกในการออกกำลังกายมากนัก ดังนั้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินจึงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่มีประสิทธิภาพในการลดน้ำหนัก

อาหารมีส่วนสำคัญในการลดน้ำหนัก อาหารที่มีแคลอรี่ต่ำและมีประโยชน์ต่อสุขภาพจะช่วยทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่จำเป็นโดยไม่ทำให้อ้วน โดยอาหารที่ควรกินเพื่อลดน้ำหนักมีดังนี้

1. ผักและผลไม้

ผักและผลไม้เป็นแหล่งของวิตามิน เกลือแร่ และใยอาหาร ใยอาหารจะช่วยทำให้อิ่มท้องนานขึ้นและช่วยในการขับถ่าย ซึ่งจะช่วยป้องกันโรคอ้วนและโรคอื่นๆ ผักและผลไม้มีให้เลือกหลากหลายชนิด สามารถเลือกกินได้ตามชอบ เช่น แตงกวา แครอท ผักกาดหอม มะเขือเทศ ส้ม แตงโม เป็นต้น

2. ธัญพืชไม่ขัดสี

ธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต ข้าวไรซ์เบอร์รี่ เป็นแหล่งของไฟเบอร์ วิตามิน และเกลือแร่ ไฟเบอร์จะช่วยทำให้อิ่มท้องนานขึ้นและช่วยในการขับถ่าย ข้าวกล้องมีคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ซึ่งร่างกายจะย่อยและดูดซึมช้ากว่าคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว ทำให้ไม่อ้วนง่าย

3. โปรตีน

โปรตีนมีความสำคัญต่อการสร้างและซ่อมแซมเซลล์ในร่างกาย โปรตีนยังช่วยให้อิ่มท้องนานขึ้นอีกด้วย โปรตีนที่ดีต่อสุขภาพ ได้แก่ เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ปลา ไข่ ถั่วและเมล็ดพืช

4. ไขมันดี

ไขมันดีมีประโยชน์ต่อสุขภาพ เช่น ช่วยลดคอเลสเตอรอล ช่วยให้ระบบประสาททำงานได้ดี และช่วยในการดูดซึมวิตามินบางชนิด ไขมันดี ได้แก่ น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว อะโวคาโด ถั่วและเมล็ดพืช

5. น้ำ

น้ำมีความสำคัญต่อร่างกายอย่างมาก น้ำช่วยในการขับถ่าย ช่วยให้ระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยทำให้รู้สึกอิ่มท้อง แนะนำให้ดื่มน้ำเปล่าอย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว

6. อาหารที่มีกากใยสูง

อาหารที่มีกากใยสูง เช่น ผัก ผลไม้ ถั่วและเมล็ดพืช จะช่วยทำให้อิ่มท้องนานขึ้นและช่วยในการขับถ่าย กากใยยังสามารถช่วยดูดซับไขมันและคอเลสเตอรอลในทางเดินอาหารได้อีกด้วย

7. อาหารที่มีโปรไบโอติก

โปรไบโอติกเป็นจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย พบได้ในอาหารหมักดอง เช่น โยเกิร์ต นมเปรี้ยว ผักดอง เป็นต้น โปรไบโอติกจะช่วยปรับสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ ซึ่งมีส่วนช่วยในการลดน้ำหนักและป้องกันโรคต่างๆ

นอกจากการเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์แล้ว ยังมีเคล็ดลับอื่นๆ ที่ช่วยในการลดน้ำหนักได้ เช่น

  • กินอาหารให้ตรงเวลา
  • กินอาหารให้พออิ่ม
  • หลีกเลี่ยงการกินจุบจิบ
  • ออกกำลังกายเป็นประจำ
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

การลดน้ำหนักควรทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปและควรปรึกษาแพทย์หรือนักโภชนาการก่อนเริ่มลดน้ำหนัก โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ เป็นต้น

ตัวอย่างเมนูอาหารลดน้ำหนัก

อาหารเช้า

  • ข้าวกล้องผัดไข่ 1 ถ้วย + ผักต้ม 1 จาน
  • โยเกิร์ตธรรมชาติ 1 ถ้วย + ผลไม้สด 1 ถ้วย
  • นมถั่วเหลือง 1 แก้ว + ขนมปังโฮลวีต 1 แผ่น

อาหารกลางวัน

  • แกงจืดเต้าหู้ 1 ชาม + ผักลวก 1 จาน
  • อกไก่ย่าง 1 ชิ้น + ข้าวกล้อง 1 ทัพพี
  • ปลานึ่ง 1 ตัว + ผักต้ม 2 จาน

อาหารเย็น

  • สลัดผัก 1 จาน + ไข่ต้ม 2 ฟอง
  • ต้มยำอกไก่ 1 ถ้วย + ข้าวกล้อง 1 ทัพพี
  • ปลาแซลมอนย่าง 1 ชิ้น + ผักย่าง 2 จาน

ของว่าง

  • ผลไม้สด 1 ชิ้น
  • ถั่วหรือเมล็ดพืช 1 กำมือ
  • โยเกิร์ตธรรมชาติ 1/2 ถ้วย

ตัวอย่างเมนูอาหารลดน้ำหนักเหล่านี้เป็นเพียงแนวทางเท่านั้น สามารถเลือกกินได้ตามชอบและตามความต้องการด้านโภชนาการ

อธิบาย BMR และ TDEE แบบเข้าใจง่าย

BMR ย่อมาจาก Basal Metabolic Rate หมายถึง อัตราการเผาผลาญพลังงานขั้นต่ำที่ร่างกายต้องการเพื่อรักษาการดำรงชีวิตพื้นฐาน โดย BMR จะแสดงถึงปริมาณแคลอรี่ที่ร่างกายต้องการเผาผลาญเพื่อรักษาการทำงานของอวัยวะภายในร่างกาย ซึ่งแต่ละบุคคลจะแตกต่างกันไปตามอายุ เพศ น้ำหนัก ส่วนสูง และระดับกิจกรรมที่ทำในชีวิตประจำวัน โดยปริมาณ BMR จะมีค่าต่ำกว่า TDEE (Total Daily Energy Expenditure) ซึ่งหมายถึง พลังงานรวมทั้งหมดที่ร่างกายใช้ในการทำงานแต่ละวัน รวมถึงการเผาผลาญพลังงานจากกิจกรรมที่ต่างกันอย่างเช่นการเดิน การวิ่ง การออกกำลังกาย และการทำงานต่าง ๆ

สำหรับ TDEE นั้นสามารถคำนวณได้จากการนำ BMR มาคูณกับค่าพลังงานที่ใช้ในกิจกรรม (activity factor) ซึ่งแบ่งเป็น 5 ระดับ คือ

  • Sedentary (กิจกรรมน้อยหรือไม่ออกกำลังกาย) = 1.2
  • Lightly active (ออกกำลังกายเล็กน้อยต่อสัปดาห์) = 1.375
  • Moderately active (ออกกำลังกาย 3-5 ครั้งต่อสัปดาห์) = 1.55
  • Very active (ออกกำลังกายหรือทำงานที่ต้องใช้พลังงานมาก) = 1.725
  • Extremely active (ออกกำลังกายหนักหรือทำงานที่ต้องใช้พลังงานมากมาย) = 1

ในการคำนวณ TDEE จะต้องใช้ BMR ที่คูณกับ activity factor แต่ละระดับ ตัวอย่างเช่น หากคำนวณ TDEE ของผู้หญิงอายุ 30 ปี ส่วนสูง 165 เซนติเมตร น้ำหนัก 60 กิโลกรัม และมีระดับกิจกรรมที่ Moderately active (1.55) จะได้ผลลัพธ์ดังนี้

BMR = (10 x 60) + (6.25 x 165) – (5 x 30) + 5 = 1302.5 TDEE = BMR x activity factor = 1302.5 x 1.55 = 2019.38

ดังนั้น TDEE ของผู้หญิงดังกล่าวคือ 2019.38 แคลอรี่ต่อวัน ซึ่งหมายความว่าเพื่อรักษาน้ำหนักปัจจุบันของเธอ ต้องรับประทานอาหารโดยเฉลี่ยในปริมาณนี้ต่อวัน แต่หากต้องการลดหรือเพิ่มน้ำหนัก จะต้องปรับเปลี่ยนปริมาณอาหารหรือระดับกิจกรรมที่ทำในชีวิตประจำวันให้เหมาะสมกับเป้าหมายของเธอ

คำนวณ BMR และ TDEE ของคุณได้ที่ลิ้งค์ด้านล่างนี้ครับ

Basal Metabolic Rate (BMR)

อธิบาย calories in calories out แบบเข้าใจง่าย

“Calories in, calories out” (หรือเรียกสั้นๆ ว่า CICO) คือหลักการที่กล่าวถึงการควบคุมน้ำหนักของร่างกายโดยการคำนวณจำนวนแคลอรี่ที่ร่างกายได้รับจากอาหารที่กิน (calories in) และจำนวนแคลอรี่ที่ร่างกายใช้เผาผลาญในการทำงานต่างๆ (calories out)

หากคุณรับประทานอาหารและเครื่องดื่มเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากกว่าจำนวนแคลอรี่ที่ร่างกายใช้ในการเผาผลาญ ร่างกายจะเก็บไว้ ทำให้เกิดการสะสมไขมันและเพิ่มน้ำหนัก

อย่างไรก็ตาม หากคุณรับประทานแคลอรี่น้อยกว่าจำนวนที่ร่างกายใช้ในการเผาผลาญ ร่างกายจะต้องเผาผลาญพลังงานจากการสะสมไขมันหรือกล้ามเนื้อเพื่อให้ได้พลังงานเพียงพอในการทำงานต่างๆ

ดังนั้น หากคุณต้องการลดน้ำหนัก หรือควบคุมน้ำหนักให้มีค่าที่เหมาะสม คุณต้องให้คำนึงถึงการควบคุมแคลอรี่ในการรับประทานอาหารและการใช้แคลอรี่ในการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย โดยให้แคลอรี่ที่รับเข้าไปน้อยกว่าแคลอรี่ที่ใช้เผาผลาญในการทำงานของร่างกาย

การรับประทานอาหารและเครื่องดื่มที่มีปริมาณแคลอรี่สูงจะทำให้คุณรับประทานแคลอรี่มากขึ้น ซึ่งหมายความว่าคุณจะต้องใช้พลังงานมากขึ้นเพื่อเผาผลาญแคลอรี่เหล่านี้ การออกกำลังกาย เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยเพิ่มปริมาณแคลอรี่ที่ร่างกายใช้ในการเผาผลาญพลังงาน อีกวิธีหนึ่งคือการเพิ่มการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน เช่น เดินขึ้นลงบันได หรือใช้งานเครื่องจักรยานแบบออกกำลังกาย (stationary bike) เพื่อเพิ่มความต้องการพลังงานของร่างกาย

อย่างไรก็ตาม หลักการ CICO ไม่ได้ให้ข้อมูลเพียงพอเพื่ออธิบายสุขภาพของร่างกายอย่างที่สมบูรณ์ การควบคุมแคลอรี่ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องลดปริมาณอาหารทั้งหมดลงหรืออดอาหาร การรับประทานอาหารที่เหมาะสมและมีโภชนาการจะช่วยให้ร่างกายมีสุขภาพดี การออกกำลังกายเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ในการลดน้ำหนักและบำรุงสุขภาพ แต่ต้องทำอย่างเหมาะสมและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารและการใช้ชีวิตให้เหมาะสมด้วย

ในการลดน้ำหนัก ตัวเลขที่แนะนำควรติดลบ 300-500 แคลอรี่ต่อวัน หากมากกว่านั้นอาจจะทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย ไม่มีแรง และอาจป่วยได้ การติดลบแคลอรี่ทำได้ 2 ทาง ได้แก่ การลดปริมาณแคลอรี่จากอาหาร และการเผาผลาญแคลอรี่จากการออกกำลังกาย

ก่อนจะทำการลดแคลอรี่นั้น จำเป็นจะต้องรู้ค่า TDEE ของท่านเสียก่อน เพื่อจะนำมาควรนวณปริมาณแคลอรี่ที่ต้องการต่อวันได้ครับ

แนะนำ 10 ไอเท็ม อุปกรณ์ออกกำลังกายที่บ้านไม่ง้อยิม

ช่วงนี้หลาย ๆ ฟิตเนสหลาย ๆ แห่งยังคงปิด หรือมีข้อจำกัดในการใช้พื้นที่ออกกำลังกายกันพอสมควร จะดีกว่าไหมถ้าหากเพื่อน ๆ สามารถออกกำลังกายจากที่บ้านได้ โดยใช้อุปกรณ์เพียงเล็กน้อย ที่สามารถหาซื้อได้จากออนไลน์แถมยังราคาถูก และจัดส่งถึงหน้าบ้านอีกด้วย

วันนี้แอดมินจะมาแนะนำอุปกรณ์ที่ควรมีสำหรับสายฟิตเนสที่ควรมีติดบ้านไว้ เผื่อวันไหนฟิตเนสปิด หรือไม่มีเวลาออกไปฟิตเนสก็จะสามารถออกกำลังกายดูแลสุขภาพได้ที่บ้านเลย แถมยังประหยัดเวลาเดินทางด้วยนะ มาดูกันเลยครับว่า แอดมินมีอะไรมาแนะนำบ้าง ?

อันดับ 1 ดัมเบลพลาสติกเหลี่ยม ชุด 20 โล ปรับได้ถึง 10 รูปแบบ น้ำหนักตั้งแต่ 1 – 11.5 กิโลกรัม ราคาเริ่มต้นเพียง 690 บาท (แอดมินเช็คจากหน้าเว็บ shopee มานะครับ)

 คลิกดูรายละเอียดดัมเบลพลาสติกเหลี่ยมที่นี่ครับ

อันดับ 2 เสื่อโยคะ TPE แผ่นรองโยคะ เสื่อออกกำลังกาย หนา 6 mm. ขนาด 183×61 cm. แบบพกพา ( ฟรี ถุงใส่เสื่อ+สายสะพายไหล่) สำหรับปูรองพื้นเวลาฝึกโยคะ หรือจะเป็นท่าอื่น ๆ อาทิ plank , crunch เป็นต้น มีหลายสีให้เลือก เพื่อน ๆ สามารถเลือกช๊อปได้ตามชอบเลย ราคาที่แอดมินสำรวจมาจากหน้าเว็บ shopee คือ 390 บาท ถือว่าถูกมาก ๆ

คลิกดูรายละเอียด เสื่อโยคะ หรือ แผ่นรองโยคะ ที่นี่นะครับ

อันดับ 3 ลู่วิ่งไฟฟ้า ลู่วิ่ง 3.5 แรงม้า ปรับความชันได้ 15% ความเร็ว 18 ระดับ Treadmill อีกไอเท็มที่คนรักการออกกำลังกายควรมีติดบ้าน สำหรับคนมีเวลาน้อยไม่สะดวกออกไปฟิตเนส หรือออกไปวิ่ง/เดินตามสวนสาธารณะ ลู่วิ่งไฟฟ้า คือ คำตอบที่ดีที่สุด สำหรับลู่วิ่งไฟฟ้าตัวนี้ราคาเพียง 17,900 บาทเท่านั้น แอดมินสำรวจราคาจากหน้าเว็บ shopee เช่นเดิมนะครับ

คลิกดูรายละเอียดลู่วิ่งไฟฟ้าที่นี่นะครับ

อันดับ 4 บาร์โหนตั้งพื้น ดึงข้อ Stand Pull Up Bar พร้อม Dip Station Push Up ที่วิดพื้น ใช้ฝึกได้หลายส่วนของร่างกายไม่ว่าจะเป็นกล้ามเนื้ออก กล้ามเนื้อหลัง กล้ามเนื้อหน้าท้อง กล้ามเนื้อแขน ตัวนี้แอดมินยังไม่มี สงสัยคราวนี้จะได้ซื้อมาติดบ้านบ้างเหมือนกัน ส่วนราคาที่สำรวจมา 3,690 บาทเท่านั้น ถือว่าคุ้มเมื่อเทียบกับฟังก์ชั่นการใช้งาน

คลิกดูรายละเอียดบาร์โหนตั้งพื้นที่นี่นะครับ

อันดับที่ 5 กระสอบทรายแบบแขวน กระสอบแขวน ที่ต่อยมวย กระสอบทรายมวย สายคาร์ดิโอต้องไม่พลาด จะหมัด จะซอก หรือเข่า จัดให้เต็มที่ ซ้อมชกเป้า เตะกระสอบทราย สามารถช่วยฝึกความคล่องตัว ฝึกสมาธิได้เป็นอย่างดี และช่วยเบิร์นไขมันได้เยอะมาก ๆ ตัวนี้ราคาที่สำรวจมา 1,890 บาท ตรวจสอบรายละเอียดที่หน้าเว็บอีกทีนะครับ

คลิกดูรายละเอียดกระสอบทรายแบบแขวนที่นี่นะครับ

อันดับที่ 6 จักรยานออกกำลังกาย SPINNING BIKE Exercise Spin Speed Bike รุ่น SB006 เอาใจคนรักการปั่น ปั่นที่บ้านสบายใจดี เปิดเพลงมันส์ ๆ ปั่นให้ไขมันกระจายไปเลย จักรยานออกกำลังกาย รุ่นนี้มาพร้อมฟังก์ชั่นกว่า 7 โหมด อาทิ วัดชีพจร จับความเร็ว จับเวลา เช็คแคลอรี่ ระยะทาง ระยะทางรวม เป็นต้น ตัวนี้ราคาถูกสุดที่แอดมินเอามาแนะนำ เพียง 3,890 บาท

คลิกดูรายละเอียดจักรยานออกกำลังกายที่นี่นะครับ

อันดับที่ 7 บอร์ดวิดพื้น ที่วิดพื้น ก้านวิดพื้น ตัวช่วยวิดพื้น (Power Press Push Up Board) ช่วยเซฟข้อมือเวลาวิดพื้นไม่ให้เจ็บ ช่วยให้วิดพื้นได้หลากหลายมุมมือจับวิดพื้น เหมาะสำหรับผู้ที่เจ็บข้อมือเวลาวิดพื้น และ ยังช่วยในการเพิ่มมุมในการวิดพื้นที่การวิดพื้นแบบมือเปล่า ๆ ทำไม่ได้อีกด้วย แค่มีบอร์ดเดียวก็สร้างกล้ามเนื้อได้ถึง 4 จุดเต็ม ๆ เซตนี้ราคาเพียง 1,790 บาท

คลิกดูรายละเอียดบอร์ดวิดพื้นที่นี่นะครับ

อันดับที่ 8 ยางยืดออกกำลังกาย Pull Up Band แบบห่วง ตัวนี้แอดมินเอาไว้ streching ก่อนออกกำลังกาย เพื่อวอร์มกล้ามเนื้อให้ยืดหยุ่นก่อนฝึก หรือใครจะเอาไปใช้ฝึกกล้ามเนื้อแทนดัมเบล บาร์เบล หรือเครื่องเล่นแมชชีนก็ได้เช่นกันครับ ยางยืดมีหลายสี แต่ละสีมีความยืดหยุดต่างกัน อ่านรายละเอียดก่อนสั่งซื้อนะครับ สำหรับราคา เริ่มต้นที่ 249 บาทเท่านั้นครับ

คลิกดูรายละเอียดยางยืดออกกำลังกายที่นี่นะครับ

อันดับที่ 9 เชือกกระโดดเชือกออกกำลังกาย เชือกกระโดด ที่กระโดดเชือก – Jumping Rope เอาใจสายเบิร์นชอบบริหารกล้ามเนื้อหัวใจไม่ควรพลาดไอเท็มนี้ เชือกกระโดด อีกไอเท็มที่แอดมินแนะนำมาก ๆ เล่นได้ทุกที่ ใช้พื้นที่น้อย ไม่ว่าจะเป็นสวนเล็ก ๆ หลังคอนโด หรือลานหน้าบ้าน ก็ออกกำลังกายด้วยการกระโดดเชือกได้ ชุดนี้ราคาถูกมาก เพียง 49 บาทเท่านั้น มีหลายสีให้เลือก ลองชมดูกันก่อนนะครับ

คลิกดูรายละเอียดเชือกกระโดดออกกำลังกายที่นี่นะครับ

อันดับที่ 10 เครื่องบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้อง Revoflex Xtreme อุปกรณ์ออกกำลังกาย ลดหน้าท้อง ลดไขมัน กระชับสัดส่วน เล่นได้สนุกสนาน เอาใจคนอยากมีซิกแพ็ค ตัว Revoflex Xtreme มาพร้อมฟังก์ชั่นที่หลากหลาย สามารถฝึกได้หลายส่วนนอกจากท้อง ราคาเพียง 127 บาทเท่านั้น

คลิกดูรายละเอียดเครื่องบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องที่นี่นะครับ

จาก 10 ไอเท็มอุปกรณ์ออกกำลังกายที่บ้านไม่ง้อยิมข้างต้น แอดมินหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีประโยชน์สำหรับเพื่อน ๆ นะครับ ใครที่ไม่สะดวกเข้าฟิตเนส แนะนำให้เลือกซื้อมาไว้ฝึกที่บ้านได้เลย ประหยัดทั้งเวลาเดินทาง และค่าใช้จ่ายเดินทาง ค่าสมาชิกต่าง ๆ อีกด้วย สำหรับราคาที่แอดมินแจ้งไว้ข้างต้น เป็นราคาที่แสดงหน้าเว็บ shopee ณ วันที่ 24 มกราคม 2564 นะครับ ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลกได้ อย่าลืมเช็คที่หน้าเว็บอีกทีนะครับ

เมื่อรู้ตัวว่าเป็น “โรคเบาหวาน” ควรรับมืออย่างไร ??

ห่างหายจากการอัพเดทบล็อกมานานแรมปี วันนี้แอดมินแวะมาแชร์ความรู้ ว่าด้วยเรื่องของโรคเบาหวาน ซึ่งบังเอิญผ่านเจอมาเมื่อตอนบ่าย ๆ เลยอยากนำมาแชร์ให้เพื่อน ๆ ได้อ่านกันเผื่อจะได้เป็นแนวทางในการรับมือกันต่อไป  สำหรับใครที่รู้ตัวว่าเป็นโรคเบาหวาน หรือมีคนใกล้ตัวที่เป็นโรคเบาหวาน และลืมแชร์บทความนี้ไปให้คนเหล่านั้นได้อ่านกันด้วยนะครับ

โรคเบาหวาน เกิดจากร่างกายผลิตอินซูลินได้น้อย หรือไม่สมดุลกับน้ำตาลในกระแสเลือด นั้นเอง

มาดูกันว่า เราจะรับมือยังไง เมื่อรู้ตัวว่าเป็นโรคเบาหวานไปแล้ว !

  1. ออกกำลังกายเป็นประจำ ต้องให้เป็นหัวข้อแรกเลย เพราะเหมาะกับบล็อค SmartBody ที่ให้คำแนะนำเรื่องออกกำลังกาย
  2. ควบคุมอาหาร โดยเฉพาะ แป้ง และ น้ำตาล
  3. ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่พอดี
  4. งดเหล้า เบียร์ บุหรี่ จริง ๆ อยากแนะนำให้เลิกเลย แต่ถ้ามันหักดิบไปก็ค่อย ๆ ลดแล้วกันนะครับ
  5. ทานยา และติดตามอาการอย่างสม่ำเสมอ
  6. พบแพทย์ตามนัด เพื่อประเมินและปรับแผนการรักษาอย่างสม่ำเสมอ
  7. ตรวจน้ำตาลในเลือดเพื่อประเมินผลการควบคุมเบาหวานเองที่บ้าน
  8. โรคเบาหวานมักมาเป็นแพ็คเก็จ ไม่ว่าจะเป็นความดันโลหิตสูง หรือ ไขมันในเลือดผิดปกติ ควรรักษาโรคที่ตรวจพบไปด้วย
  9. นอนพักผ่อนให้เพียงพอ

สำหรับคำแนะนำของ SmartBody แล้ว หลัก ๆ แนะนำให้ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคุมอาหารให้อยู่ในปริมาณที่ร่างกายที่พอเหมาะ ไม่มาก ไม่น้อยไป และต้องแบ่งสัดส่วนอาหารได้ครบถ้วนสมบูรณ์

สำหรับวันนี้ฝากไว้เท่านี้ก่อนนะครับ อย่าลืมแชร์ไปให้ถึงคนที่คุณรักกันด้วยนะครับ

ออกกำลังกาย คุมอาหารทุกวัน ทำไมน้ำหนักไม่ลด ?

คำถามยอดนิยมตลอดกาล สำหรับมือใหม่ที่เริ่มต้นออกกำลังกาย ลดน้ำหนัก ได้สัก 2 สัปดาห์ หรือ 1 เดือน จะเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองแล้วว่า ทำไมน้ำหนักไม่ลด ? ทั้ง ๆ ที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคุมอาหารทุกมื้อ  จริง ๆ แล้ว ยังมีหลายปัจจัยที่มือใหม่ควรรู้ และทำความเข้าใจ เช่น หลักการสร้าง “กล้ามท้อง” หรือ “ซิกแพค” ที่จะช่วยอธิบายให้เข้าใจว่า ขนาดของกล้ามเนื้อ กับ ไขมัน ที่มีน้ำหนักเท่ากัน แต่มีขนาดต่างกันถึง 1-1.5 เท่า เลยทีเดียวContinue reading

19 เมนูจาก Starbucks พลังงานต่ำกว่า 200 แคลอรี่

คอสตาร์บัคส์ และ คนรักสุขภาพ ไม่ควรพลาด กับ 19 เมนูเครื่องดื่ม จาก Starbucks ที่ให้พลังงานต่ำกว่า 200 แคลอรี่ (อ้างอิงจากแก้วขนาด 12 oz นะครับ) มีบ่อยครั้งที่ไปนั่งร้านสตาร์บัคส์แล้วคิดไม่ออกจะสั่งเมนูอะไร ที่ให้พลังงานไม่มาก บางทีมองเห็นรูปภาพโฆษณาในร้าน ก็ทำให้ตะบะแตก ใจเตลิดไปไกล จนดึงกลับไม่ไหว สุดท้ายก็รู้ตัวอีกที ได้สั่งเมนูสุดอร่อยที่มาพร้อม นม ครีม ท็อปปิ้ง ต่าง ๆ นานา ๆ เมื่อกะประมาณแคลอรี่รวมกันแล้ว ก็ราว ๆ 400 – 500 แคล ได้

สำหรับบทความนี้แอดมินได้ทำการยกคำแนะนำจากที่เพื่อน ๆ ถามในแฟนเพจเอ่ย เพื่อนที่ไปนั่งกินกาแฟด้วยกันเอ่ย หรือแม้แต่นักเรียนคอร์สออนไลน์เทรนนิ่ง หรือ คอร์สเทรนนิ่งตัวต่อตัวบ้างเอ่ย ขอยกมาแนะนำในบทความนี้ เผื่อใครที่กำลังมองหาคำตอบอยู่จะได้ใช้เป็นแนวทางได้เช่นกันครับ  (เปลี่ยนจากคำตอบ เป็นคำแนะนำแทนนะครับ เหตุผล คำแนะนำอาจคาดเคลื่อนได้บ้าง แต่คำตอบไม่ควรคาดเคลื่อน ซึ่งจริง ๆ ผมก็ไม่กล้าฟันธงว่าสิ่งที่นำเสนอไปจะถูกต้อง 100% แต่ก็มีความใกล้เคียงอยู่ในระดับที่เชื่อถือได้ครับผม)

มาเริ่มกันที่เครื่องดื่มเย็นกันก่อนเลย Starbucks Cold Drinks
Caramel Frappuccino® Light Blended Beverage  100 Calories

Coffee Frappuccino® Blended Beverage 180 Calories

Teavana® Shaken Iced Passion Tango™ Tea 0 Calories

Shaken Tazo® Iced Black Tea Lemonade 70 Calories

Nonfat Iced Vanilla Latte 140 Calories

Nonfat Iced Caramel Macchiato 180 Calories

Iced Coffee (with classic syrup) 60 Calories

Iced Skinny Latte 60 Calories

สำหรับเครื่องดื่มร้อน เราก็มีมาแนะนำเช่นกันครับ Starbucks Hot Drinks
Brewed Coffee 5 Calories

Brewed Tea 5 Calories

Nonfat Green Tea Latte 190 Calories

Nonfat Cappuccino 60 Calories

Nonfat Caffè Latte 100 Calories

Nonfat Caramel Macchiato 100 Calories

Soy Chai Tea Latte 160 Calories

Nonfat Caffè Mocha – No whip 190 Calories

Skinny Vanilla Latte 100 Calories

Steamed Apple Juice 170 Calories

Caffè Americano 10 Calories

สำหรับเมนูข้างต้นพอเป็นแนวทางให้กับเพื่อน ๆ ที่ชื่นชอบการดื่มเครื่องดื่มจากร้านสตาร์บัคส์กันบ้างนะครับ อย่าลืมว่าสตาร์บัคส์ มีขนาดแก้วหลัก ๆ อยู่ 3 ขนาด ได้แก่ Tall 12oz , Grande 16oz และ Venti 20oz ถ้าสั่งขนาดใหญ่ปริมาณแคลอรี่ก็จะเพิ่มขึ้นไปด้วยนะครับ ข้างต้นเราเปรียบเทียบที่ขนาด Tall 12oz ครับผม

สุดท้ายนี้ ข้อมูลทั้งหมดอ้างอิงจากเว็บหลักของทาง Starbucks ทั้งหมด หากข้อมูลผิดพลาดจากเว็บหลัก แอดมินต้องขออภัยนะจร๊ะ …

เอาใจคนรักสุขภาพ – รีวิวหม้อทอดไร้น้ำมัน

บทความนี้เขียนจากใจแอดมินจริง ๆ ครับ เนื่องจากเป็นคนรักสุขภาพแต่ว่าชอบกินของทอด ฮ้าๆๆ ไม่ว่าจะเป็นเฟรนฟรายน์ น่องไก่ทอด ปีกไก่ทอด ลูกชิ้น ไส้กรอก และสารพัดของทอด ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะซื้อมาจากนอกบ้าน เพราะเน้นสะดวกสบาย และสิ่งที่มาพร้อมกับของทอดนอกบ้าน คือ น้ำมันที่ติดมากับของทอดที่เยอะจนไม่รู้จะเยอะไปไหน ยกตัวอย่างไก่ทอดจากร้านฟาสฟู๊ดส์ชื่อดัง หากใช้กระดาษซับมันมานั่งซับน้ำมัน คงได้น้ำมันเป็นถ้วยเลยแหละครับ และโดยเฉพาะส่วนหนังไก่ที่เรา ๆ ท่าน ๆ ชื่นชอบกันมาก ๆ เพราะมันกรอบ และอร่อย จริง ๆ ผมก็กินนะ ฮ้าๆๆ

กว่าจะตัดสินใจเลือกซื้อหม้อทอดไร้น้ำมันได้ ผมได้ค้นรีวิวจากหลาย ๆ ที่เพื่อเปรียบเทียบเช่นกัน ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะมาจากบอร์ด pantip

จากภาพประกอบข้างต้น เป็นการถามหาข้อดีข้อเสียระหว่าง philips กับ tefal ซึ่งก้ได้คำตามจากสมาชิก ดังนี้

Phillips <== เหมาะกับงานทอดที่ไม่ต้องการใช้น้ำมันและเอาน้ำมันจากของที่ทอดออกไปด้วย แต่ที่ตามมาคืดจะออกแห้งๆไม่ฉ่ำเหมือนที่ จขกท บอก แต่มันก็ไม่เลวร้ายเท่าไร เอาหมูสับปั้นเป็นก้อนๆแล้วเอาไปทอด ข้างในฉ่ำมากๆเวลาทำเสร็จ แต่มันทำได้แต่ของทอดเป็นหลักไม่หลากหลายแบบของ Tefal

Tefal <== มีใบพายคอยกวนอาหาร ถ้าเอามาใช้กับพวกผัดดูเหมาะดี ของทอดก็มีตัวช่วยกลับ น้ำมันที่ออกมาช่วยยังอยู่ในกะทะไม่ได้หายไปไหน ของทอดเลยดูเหมือนของทอดกะทะใส่น้ำมันหน่อย

Tefal เท่าที่ดูรีวิว ติดตรงตั้งเวลาพอครบแล้วมันแค่มีเสียงบอกแต่ไม่หยุดทำงาน ของ Phillips พอครบเวลาเครื่องหยุดทำงานทันที แต่มันมองไม่เห้นข้างใน ต้องดึงออกมาดูบ้างกันไหม้

ถ้าเน้นของทอดต้องการลดน้ำมันไม่ว่าจะจากน้ำมันที่เอามาทอดหรือน้ำมันจากของที่เอามาทำหรือของที่เคยทอดด้วยน้ำมันมาแล้วกินไม่หมดเข้าตู้เย็นไว้เอามาทอดซ้ำลดการอดน้ำมันแถมดึงน้ำมันเดิมที่มีอยู่ในนั้นออกมาได้ Phillips เหมาะมากๆ

ถ้าต้องการความหลากหลายในการทำอาหารได้ทั้ง ทอด ทั้ง ผัด และแค่ไม่อยากได้น้ำมันเพิ่มจากน้ำมันพืช แต่น้ำมันที่ออกมาจากอาหารยัง ok อยู่ Tefal ก็ ok นะ

เมื่อเห็นความแตกต่างของแต่ละแบรนด์แล้ว เพื่อน ๆ คงพอจะได้ข้อมูลตัดสินใจกันบ้างแล้วนะครับ ส่วนใครที่อยากดูสินค้า หรือเลือกซื้อมาไว้ใช้ ลองดูที่ตารางด้านล่างนี้ได้เลยครับ ผมได้เลือกรุ่นที่ น่าสนใจ ราคาไม่แพงมาไว้ให้ดูกันแล้วครับ

[wpsm_comparison_table id=”4″ class=””]

เพื่อน ๆ ลองใช้รุ่นไหนกันบ้างแล้ว อย่าลืมเอาข้อมูลมาแบ่งปันกันนะครับ

[wpsm_comparison_table id=”4″ class=””]

กาแฟดำ เพิ่มประสิทธิ์ภาพในการออกกำลังกายได้จริงหรือ ?

สวัสดีเพื่อน ๆ ทุกท่านที่ติดตามอ่านบล็อก smartbody.in.th ทุก ๆ ท่านนะครับ สำหรับหัวข้อในวันนี้เป็นคำถามที่ผมได้ยินจากนักเรียนคอร์สเทรนนิ่งออนไลน์และออฟไลน์ วันนี้เลยขอนำมาสรุปเป็นเรื่องเป็นราวให้เพื่อน ๆ ได้อ่านกัน

และหลาย ๆ คนชอบดื่มกาแฟในชีวิตประจำวันซะส่วนใหญ่ บางคนวันละแก้ว บางคน 2-3 แก้วต่อวัน และส่วนมากจะเป็นกาแฟที่เติมนม เติมน้ำตาลซะเยอะ ซึ่งกาแฟเหล่านี้มีความอร่อย หอมหวาน ดื่มแล้วสดชื่น กระปรี้กระเปล่า แต่ในความอร่อย หอมหวาน ก็แฝงไปด้วยแคลอรี่จากนมและน้ำตาลเยอะมาก ๆ บางคนมีเติมวิปครีม คาลาเมล เพิ่มเข้าไปอีก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องแคลอรี่ ที่เป็นสาเหตุทำให้อ้วน และน้ำหนักขึ้นกันเลยครับ แต่มันก็อร่อยนะ 555 !!!

สำหรับคอกาแฟ หรือคนที่ชื่นชอบกาแฟ ผมอยากจะแนะนำให้ลองเปลี่ยนมาดื่มเป็นกาแฟดำแทน ซึ่งแน่นอนว่ากาแฟดำ ไม่เติมน้ำตาล ไม่เติมนม แคลอรี่น้อย ไม่อ้วน น้ำหนักไม่ขึ้นอย่างแบบแรกครับ

ในกาแฟดำ จะมีคาเฟอีนผสมอยู่ ซึ่งคาเฟอีนเป็นเคมีที่ช่วยทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปล่า และสามารถออกกำลังกายได้นานขึ้น ดังนั้น กาแฟดำจะเปลี่ยนได้ว่า เป็นตัวช่วยในการเพิ่มประสิทธิ์ภาพในการออกกำลังกายให้ได้นาน และมีสมาธิมากขึ้น แบบอ้อม ๆ หรือบางคนจะมองว่าโดยตรงก็ไม่ผิดครับ แต่ส่วนตัวผมแล้ว ผมมองว่าเป็นผลประโยชน์แบบอ้อม ๆ ครับ เนื่องจากผมดื่มกาแฟ เพราะชื่นชอบในกลิ่นและรสชาติของกาแฟ

คำแนะนำ ควรดื่มกาแฟดำ ก่อนออกกำลังกายอย่างน้อย 30-60 นาที ซึ่งกาแฟดำ คาเฟอีน จะช่วยกระตุ้นประสาท ทำให้ร่างกายตื่นตัว และออกกำลังกายได้นานขึ้น เมื่อออกกำลังกายได้นานขึ้น ก็ส่งผลให้เกิดการเผาผลาญได้มากขึ้นนั้นเองครับ

คำเตือน ควรเช็คสภาพร่างกายตัวเองให้สม่ำเสมอ ไม่ออกกำลังกายหักโหมเกินไป ไม่งั้นเกิดอันตรายขึ้นกับตัวแล้วจะอดออกกำลังกายไปนานนะครับ

เพิ่มเติมในส่วนของประเภทของกาแฟดำกันสักนิดนะครับ ซึ่งที่ผมรู้จักอยู่จะมี 2 แบบ นั้นคือ

  1. Drip coffee รูปแบบนี้จะใช้วิธีการชงด้วยน้ำร้อน คือใช้น้ำร้อนค่อย ๆ รินผ่านกากกาแฟ ผ่าน paper filter ค่อย ๆ หยดลงแล้วครับ วิธีนี้จะได้คาเฟอีนที่สูงกว่าวิธี cold brew coffee
  2. Cold Brew Coffee รูปแบบนี้จะเป็นกาแฟสกัดเย็น เป็นกาแฟดำเช่นกันครับ ใช้น้ำเปล่าอุณภูมิห้อม ค่อย ๆ หยดผ่านตัวกากกาแฟ เรื่อย ๆ กรรมวิธีนี้จะใช้เวลาประมาณ 16-18 ชั่วโมง กว่าจะ brew เสร็จ เรียกว่าคนที่ชื่นชอบกาแฟแบบนี้ ต้องความอดทนสูงกันหน่อยนะครับ

สำหรับเพื่อน ๆ ที่มองหากาแฟดำ แบบสกัดเย็น หรือ Cold Brew Coffee สามารถสั่งซื้อได้ที่ https://freshbrewedcoffee.in.th ราคาจำหน่ายเพียงขวดละ 75 บาท มีบริการจัดส่งแบบเดลิเวอรี่ ด้วยนะครับ

แค่ลองก็ติดใจ เครื่องชงกาแฟ NESCAFE’ Dolce Gusto

วันนี้ขอนอกเรื่องกิจกรรมการออกกำลังกาย หรือโปรแกรมอาหารสักนิดก่อนนะครับ สำหรับใคร ๆ ที่เป็นคอกาแฟ ที่ชื่นชอบกาแฟ และชื่นชอบความสะดวกสบายในการชงกาแฟ ต้องไม่พลาดบทความนี้ ซึ่งทั้งหมดที่จะรีวิวต่อไปนี้ มาจากความชอบและประสบการณ์ส่วนตัวล้วน ๆ จะรีวิวให้ละเอียดที่สุดเท่าที่จะเก็บมาได้นะครับ

ความโดดเด่นพิเศษของเจ้าเครื่องชงกาแฟ NESCAFE’ Dolce Gusto

เครื่องชงกาแฟ NESCAFE’ Dolce Gusto มาพร้อมความโดดเด่นที่สามารถ ชงกาแฟได้ทั้งร้อนและเย็น นอกจากนั้นยังสามารถชงได้หลากหลายรสชาติ โดยส่วนตัวผมสั่งมา 3 รสชาติก่อน ได้แก่ Chococino ,Lungo ,Cappuccino Ice หากใครต้องการรสชาติอื่น ๆ ลองดูเพิ่มเติมได้ที่ลิงค์นี้ครับ กาแฟแคปซูล และที่สะดวกไปกว่านั้น คือ ใช้เวลาในการชงไม่ถึงนาที ก็พร้อมอร่อยกับเครื่องดื่มสุดโปรดของคุณ

โดยส่วนตัวผมสั่งมา 3 รสชาติก่อน ได้แก่ Chococino ,Lungo ,Cappuccino Ice

เครื่องชงกาแฟ NESCAFE’ Dolce Gusto สามารถทำได้ทั้งเครื่องดื่มร้อน และเย็น

เครื่องดื่ม chococino ร้อน รสชาตินุ่มลิ้น มีฟองนมเนื้อเนียน ละเอียดมาก
เครื่องดื่ม Lungo คล้าย ๆ กาแฟดำ หรือ อเมริกาโน่ อันนี้แหละของโปรดผมเลย

เดี๋ยวจะมาเพิ่มเมนูอื่น ๆ ให้นะครับ ติดไว้ก่อน

สำหรับตัวแคปซูลมีให้เลือกหลากหลาย อาทิ Espresso , Lungo , Green Tea , Chococino เป็นต้น 

ยิ่งกว่า Barista มืออาชีพ ไม่ต้องกลัวว่าจะใช้อัตราส่วนน้ำ กาแฟ เท่าไหร่ หรือชงยังไง
ทุกกล่อง ทุกรส มีแนะนำที่ฝากล่อง

แคปซูลกาแฟ Cappuccino Ice
แคปซูลกาแฟ Chococino
แคปซูลกาแฟ Lungo

สำหรับตัวแคปซูลกาแฟ เป็นตัวนำเข้าจากต่างประเทศ อย่างตัว Lungo ที่ผมชื่นชอบเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นกาแฟอราบิก้า 100% กาแฟล้วน ๆ ไม่ผสมน้ำตาล เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนรักสุขภาพ

สรุปโดยรวม เครื่องชงกาแฟ NESCAFE’ Dolce Gusto สะดวก ราคาไม่แพง ได้กาแฟสดใหม่ ซึ่งเป็นเหมือนยกร้านกาแฟมาไว้ที่บ้าน ชงได้ทั้งเมนูร้อนและเย็น แอดมินให้คะแนน 5/5 ไปเลยครับ

สำหรับใครที่อยากลองชิมเจ้าเครื่องชงกาแฟ NESCAFE’ Dolce Gusto ตัวนี้ แต่ไม่รู้จะสั่งซื้อยังไง ไม่ต้องห่วงครับ วันนี้ผมจะแนะนำขั้นตอนการสั่งซื้อตั้งแต่เริ่มต้นแบบ step by step กันเลยทีเดียวครับ

แพ็คเกจที่ผมสั่งมาทานจะเป็นแพ็คเกจ starter นะครับ รายเดือนเฉลี่ยอยู่ที่ 957 บาท  รับฟรีเครื่องชงกาแฟ

เริ่มต้นสั่งซื้อได้ที่ลิงค์นี้ครับ https://nescafeclub.popsho.ps/ndg/th/promotion_dolce_page

คลิกที่ลิงค์เรียบร้อยแล้ว จะได้หน้าตา ตามรูปด้านล่างนี้ ซึ่แสดงขั้นตอนในการสั่งซื้อเครื่องชงกาแฟ

เมื่อคลิกลิงค์เข้ามาแล้วจะเจอหน้านี้ ซึ่งแสดงขั้นตอนในการสั่งซื้อ

แนะนำแพ็คเกจ Starter ซึ่งเหมาะสำหรับบ้านหรือสำนักงานที่มี พนง. 2-5 คน 

ขั้นตอนต่อมา คือ การเลือกรสชาติของเครื่องดื่มที่เราต้องการ มีให้เลือกหลายรสชาติ

เมื่อเลือกสินค้าเรียบร้อยแล้ว ให้ทำการคลิกที่รูปรถเข็นมุมบนขวา ซึ่งจะพาเราไปยังหน้าสรุปรายการสั่งซื้อ 

ขั้นตอนถัดมา ให้ทำการเลือกแพ็คเกจรายเดือน ซึ่งเราได้ทำการเลือกไว้ตั้งแต่เริ่มต้นแล้วครับ และทำการกำหนดรูปแบบการชำระค่าสินค้าอัตโนมัติ (ใช้ได้เฉพาะกับบัตรเครดิตเท่านั้นนะครับ)

เมื่อกำหนดรายละเอียดต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว ให้เลื่อนลงมาอีกนิด คลิกที่ปุ่ม Check out ได้เลยครับ

มาถึงขั้นตอนนี้ หากใครที่ยังไม่ได้สมัครสมาชิก สามารถทำการสมัครสมาชิกก่อนนะครับ หากมีแล้วสามารถ log in เข้าระบบ แล้วทำการสั่งซื้อให้สมบูรณ์ได้เลยครับ

กรอกรายละเอียดไม่กี่บรรทัด ก็เป็นอันเสร็จสิ้นการลงทะเบียนสมาชิก 

ลงทะเบียนสมาชิกเรียบร้อยแล้วครับ แต่อีกไม่กี่ขั้นตอนก็จะสมบูรณ์แล้ว อดทนนิดหนึ่งนะครับ

กลับไปเช็คที่ email ของเราครับ จะมีข้อความเข้า ดังภาพข้างล่างนี้

เปิดเข้าไปที่อีเมล์แล้วให้ทำการคลิกยืนยันที่ this confirmation link ครับ ขั้นตอนการลงทะเบียนก็เสร็จสมบูรณ์

สำหรับรีวิวเครื่องชงกาแฟ NESCAFE’ Dolce Gusto ก็มีสั้นเพียงเท่านี้ครับ เพื่อน ๆ ที่ทำการสั่งซื้อมาลองชิมแล้วอย่าลืมมา selfie คู่กับกาแฟถ้วยโปรดมาอวดกันด้วยนะครับ

#DolceGustoTH #theModernArtofCoffee #NDGsubscription

20 แนวทางในการลดไขมันที่ได้ผลและยั่งยืน

หากเพื่อน ๆ กำลังมองหาวิธีลดไขมันอยู่แล้วละก็ ไม่ควรพลาดที่จะอ่านบทความนี้ สำหรับบทความนี้จะนำเสนอ 20 แนวทางในการลดไขมัน ที่ได้ผลและได้รับความนิยมมากที่สุด และเป็นธรรมชาติที่สุด สำหรับบางข้อที่นำเสนอไปนี้ หลาย ๆ คนรู้และเข้าใจ แต่ลืมนำไปปฏิบัติ ฉะนั้นแล้ว เมื่ออ่านและรู้แล้ว ควรปฏิบัติให้เป็นกิจวัตรประจำวันนะครับ เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

วิธีการลดไขมัน

  1. อย่าสนใจตัวเลขบนตาชั่ง มีหลาย ๆ คนที่ยังคงให้ความสำคัญกับตัวเลขบนตาชั่ง มากกว่ารูปร่างที่สะท้อนความจริงบนกระจก ดังนั้น ควรตั้งใจฝึกซ้อมตามตารางต่อไป ซึ่งจะเป็นการสร้างกล้ามเนื้อให้มากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ช่วยลดไขมันไปพร้อม ๆ กันด้วน
  2. ค่อย ๆ ลดปริมาณแคลอรี่ หากเพื่อน ๆ ต้องการที่จะลดปริมาณแคลอรี่ ควรจะค่อย ๆ ลด เพื่อให้ร่างกายค่อย ๆ ปรับตัว ไม่ควรลดในปริมาณมาก ๆ ซึ่งไม่ดีต่อระบบของร่างกาย ในการลด อาจจะปรับลด 5%-10% ในแต่ละสัปดาห์ หรือ 2 สัปดาห์
  3. ออกกำลังกายด้วยเวทเทรนนิ่ง ในการออกกำลังกายด้วยเวทเทรนนิ่ง จะเป็นการสร้างกล้ามเนื้อให้กลับร่างกาย นั้นหมายถึงเป็นการเพิ่มเมตาบอริซึมเพื่อช่วยในการเผาผลาญให้มากขึ้นด้วย ยิ่งมีกล้ามเนื้อเยอะ การเผาผลาญก็ดีตามไปด้วย ดูโปรแกรมเวทเทรนนิ่งเพิ่มเติมที่นี่
  4. ทำ HIIT เพื่อช่วยกระตุ้นการเผาผลาญให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งใช้เวลาน้อย แต่ได้ผลดีมาก ๆ การทำ HIIT เช่น การกระโดดเชือก การเต้น T25 เป็นต้น อ่านวิธีการทำ HIIT เพิ่มเติม
  5. ทานไขมันเพิ่มขึ้น ในที่นี่หมายถึงการบริโภคไขมันดี เพื่อช่วยสร้างและซ้อมแซมกล้ามเนื้อจากการฝึก นอกจากนี้ไขมันดียังมีผลดีต่อหัวใจอีกด้วย ไขมันดี สามารถหาได้ในเนื้อปลาแซลมอล อโวคาโด้ ถั่ว เป็นต้น
  6. ลดคาร์บ หรือคาร์โบไฮเดรต หลาย ๆ คน พอบอกให้ลดคาร์บฯ ก็มักจะเข้าใจว่าให้งดคาร์บ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้แตกต่างกันนะครับ การงดคาร์บฯ อาจทำให้เกิดโยโย่เอฟเฟคได้ แต่การลดคาร์บ ช่วยให้เราลดไขมันได้ดีขึ้น แหล่งคาร์บที่คนรักสุขภาพเลือก เช่น ข้าวโอ๊ต ขนมปังโฮวีต เป็นต้น
  7. ทานโปรตีนให้มากขึ้น การทานโปรตีนจะช่วยเพิ่มเมตาบอรึซึม และช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อ ซึ่งกล้ามเนื้อหรือเมตาบอรึซึมจะช่วยในการเผาผลาญไขมันนั้นเอง ในความเป็นจริง ร่างกายเราสามารถเผาผลาญไขมันได้มากขึ้น เมื่อร่างกายมีมวลกล้ามเนื้อมากขึ้น นั้นเอง
  8. แบ่งมื้ออาหารให้เป็น 5-6 มื้อ เลือกทานอาหารที่จำเป็นและมีประโยชน์ต่อร่างกาย จะช่วยให้ร่างกายมีสารอาหารที่จำเป็นในการสร้างกล้ามเนื้อ และเผาผลาญไขมันได้ดีขึ้น

เดี๋ยวแอดมินมาเพิ่มเติมให้นะครับ … 

5 วิธีคาร์ดิโอที่ผมชื่นชอบ

สำหรับบทความนี้ จริง ๆ ผมอยากจะตั้งชื่อบทความว่า 5 วิธีคาร์ดิโอยอดนิยมซะมากกว่า แต่อาจจะยอดนิยมสำหรับผมคนเดียว ไม่ยอดนิยมสำหรับคนอื่น ดังนั้นขอตั้งชื่อบทความเป็น “5 วิธีคาร์ดิโอที่ผมชื่นชอบ” แล้วกันนะครับ และสำหรับบทความนื้ผมจะขอเสริมในเรื่องของการสร้างซิกแพค หรือการออกกำลังกายหน้าท้องไปด้วย เพราะผมเชื่อว่าหลาย ๆ คนมีเป้าหมายคล้าย ๆ กันรวมทั้งผมด้วย นั้นก็คือ อยากมีซิกแพค นั้นเอง ใช่ไหมครับ …

สำหรับการคาร์ดิโอที่ผมชื่นชอบนั้น หลัก ๆ มีอยู่ 5 วิธี แต่จริง ๆ มีเยอะกว่านี้นะครับ แต่ผมจะมีเขียนเพิ่มให้ในภายหลัง สำหรับบทความนี้ ขอโชว์วิธีที่ผมชื่นชอบก่อนแล้วครับนะครับ

วิธีที่ 1 ลู่วิ่งไฟฟ้า หลาย ๆ คนรู้จักลู่วิ่งไฟฟ้า หรือเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า treadmill นั้นเอง ผมใช้ลู่วิ่งไฟฟ้าในการคาร์ดิโอ โดยหลัก ๆ จะเน้นที่การเดินเร็วมากกว่าการวิ่ง ในการทำคาร์ดิโอบนลู่วิ่งไฟฟ้านี้ ผมสามารถเผาผลาญแคลอรี่ได้ถึง 600 แคลฯ/ชั่วโมง เลยที่เดียว แต่หากวิ่งก็อาจจะได้มากกว่าผมเยอะเลย

ลู่วิ่งไฟฟ้า

วิธีที่ 2 อิลิปติคอล หรือ Eliptical นั้นเอง สำหรับเครื่องนี้เป็นอีกเครื่องที่ผมชื่นชอบไม่น้อยไปกว่าลู่วิ่งไฟฟ้าเลยที่เดียว การใช้เครื่องอิลิปติคอล อาจจะไม่ค่อยอิสระเท่าลู่วิ่งไฟฟ้าเท่าไหร่ แต่ก็ถือว่าเป็นเครื่องที่ช่วยให้การคาร์ดิโอของผมหลากหลายมากขึ้นเช่นกันครับ เจ้าเครื่อง อิลิปติคอล นี้ ช่วยเผาผลาญแคลอรี่ได้ถึง 400 แคลฯ/ชั่วโมงเลยนะครับ

Eliptical

วิธีที่ 3 ปั่นจักรยาน เจ้าจักรยานออกกำลังกายนี้ ทุก ๆ ฟิตเนส และทุก ๆ คอนโดน่าจะมีอย่างแน่นอน และเป็นอุปกรณ์ยอดนิยมในอันดับต้น ๆ เลยทีเดียว สำหรับการปั่นจักรยานออกกำลังกายนี้ผมจะเลือกปั่นเฉพาะวัน Active Rest ในแต่ละสัปดาห์ผมจะมี Active Rest อยู่ 2 วัน จะมีปั่นจักรยานออกกำลังกายบ้าง เดินเร็วบนลู่วิ่งไฟฟ้าบ้าง สำหรับเครื่องปั่นจักรยานออกกำลังกายนี้ ช่วยเผาผลาญแคลอรี่ได้ถึง 400 แคลฯ/ชั่วโมง พอ ๆ กับ อิลิปติคอลเลยครับ

Best-Stationary-Bike

วิธีที่ 4 กระโดดเชือก เป็นอีกกิจกรรมคาร์ดิโอที่เรียกเหงื่อได้เป็นอย่างดี เป็นอุปกรณ์ที่พกพาได้ง่าย และสะดวก บ่อยครั้งที่ผมเดินทางต่างจังหวัด/ต่างประเทศ ผมจะติดเจ้าเชือกไปด้วย เพื่อกระโดดหรือทำคาร์ดิโอในต่างที่ต่างแดน การคาร์ดิโอด้วยการกระโดดเชือก ช่วยเผาผลาญแคลอรี่ได้ถึง 700 แคลฯ/ชั่วโมงเลย ได้เยอะกว่าที่ผมเดินเร็วบนลูกวิ่งเสียอีก

กระโดดเชือก

วิธีที่ 5 เซอร์กิตเทรนนิ่ง Circuit Training วิธีนี้ผมได้รวมรวบท่าบอดี้เวทฯต่าง ๆ มามัดรวมกัน 6-8 ท่า และทำอยู่ 4-6 รอบเซอร์กิต วิธีนี้ผมไม่สามารถวัดแคลอรี่ได้ เพราะไม่เครื่องวัดหรืออุปกรณ์สำหรับแท็คแคลอรี่ (ต้องขออภัยที่ข้อมูลไม่สมบูรณ์ครับ) ผมยกตัวอย่างท่าฝึก 5 ท่าฝึก ท่าละ 30 วินาที จำนวน 4 รอบ แต่ละรอบพัก 30-45 วินาที

  • Burpees
  • Alternating Front Kicks
  • Alternating Crescent Lunge
  • Push Ups
  • Mountain Climbers

นอกจากการทำคาร์ดิโอ 5 วิธีที่ผมชื่นชอบแล้วนั้น การเล่นหน้าท้องวันละนิดวันละหน่อย ก็เป็นสิ่งที่ผมไม่เคยละเลยเช่นเดียวกันครับ ในการออกกำลังกายหน้าท้องนั้น ผมมีทั้งใช้อุปกรณ์ และ ไม่ใช้อุปกรณ์ แต่จะขอแนะนำส่วนที่ไม่ใช้อุปกรณ์กันก่อนนะครับ ท่าหลัก ๆ ที่ผมใช้ฝึกกล้ามเนื้อหน้าท้อง ได้แก่

Crunch เป็นท่าที่เล่นง่าย และบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องส่วนบนและกลางได้เป็นอย่างดี ผมฝึกท่าครันซ์จำนวน 3-4 เซต ๆ ละ 10-12 ครั้งเท่านั้น ดูเหมือนจะไม่เยอะ ท่าครันซ์นี้เน้นการเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องแล้วม้วนลำตัวขึ้นแค่นั้น ซึ่งต่างจากท่าซิทอัพนะครับ ท่านี้ก็แอบโหดอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว ยังไงก็อย่าเพิ่งเชื่อผม แนะนำให้ลองไปฝึกกันก่อนครับ

crunches

Plank เป็นท่าที่เล่นง่ายเช่นเดียวกัน สำหรับท่านี้ใครที่เคยพูดว่าเวลาช่างผ่านไปเร็วเหลือเกิน ผมอยากให้มาสัมผัสกับการช่วงเวลาแห่งการทำแพลงกันดูครับ แล้วคุณจะรู้ว่า 1 นาทีของการทำแพลง มันช่างยาวนานซะเหลือเกิน ท่าแพลงเป็นท่าที่ช่วยบริการกล้ามเนื้อแกนกลางได้เป็นอย่างดี หรือบางที่เค้าก็เรียก core muscle นั้นเองครับ กล้ามเนื้อที่ควรโฟกัสในขณะทำแพลง คือ กล้ามเนื้อหน้าท้องนั้นเองครับ

planks

Legs raises เป็นท่าสำหรับเล่นท้องล่างนั้นเองครับ ท่านี้ผมฝึกจำนวน 3-4 เซต ๆ ละ 10-12 ครั้งเท่านั้น เท่ากันกับท่า crunch

Leg raises

ab wheel เครื่องออกกำลังกายลดหน้าท้องที่ผมเลือกใช้ครับ เหตุผลที่เลือกใช้ตัวนี้เพราะอันเล็ก พกใส่กระเป๋าได้สะดวก แถมเวลาเล่นแต่ละครั้งนี้ได้ความรู้สึกไปถึงกล้ามเนื้อชั้นในทุกส่วนจริง ๆ ครับ เจ้าตัว ab wheel นี้ไม่ใช่อุปกรณ์ออกกำลังกายลดหน้าท้องนะครับ แต่เป็นอุปกรณ์สร้างกล้ามเนื้อหน้าท้องตัวหนึ่งที่ผมยกนิ้วให้เลยว่าสุดยอดจริง ๆ

ab-wheel-roll-out

ทั้งหมดที่ผมกล่าวมาข้างต้นไม่ว่าจะเป็นวิธีคาร์ดิโอที่ผมชื่นชอบที่สุด และวิธีสร้างกล้ามเนื้อหน้าท้อง สร้างซิกแพค ด้วยอุปกรณ์เครื่องออกกำลังกายลดหน้าท้อง และบอดี้เวทท่าต่าง ๆ เป็นแนวทางที่ผมใช้ตลอดโปรแกรมการฝึกของผมเลย เพื่อน ๆ พี่ ๆ ที่อ่านจบแล้วสามารถนำไปใช้ได้เลยนะครับ ที่สำคัญอย่าเก็บไว้คนเดียว แชร์ให้เพื่อน ๆ และคนรักมาร่วมออกกำลังกายด้วยกันจะดีกมากครับ